บทที่ 7 ทางเลือกสุดท้าย

เธอ...ถูกไล่ออก

‘ฉันยังพูดไม่ชัดพอเหรอ เธอถูกไล่ออก’

ดานิกาเดินออกมาจากห้องเรียนอย่างเหม่อลอย คำพูดของอาจารย์ยังคงดังอยู่ในหูแม้ว่าเธอจะออกมานั่งอยู่ข้างนอกแล้วก็ตาม

มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ท่าทีของเพื่อนร่วมชั้นที่กลับไปเรียนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่สงสาร ไม่เห็นใจ หนำซ้ำคู่กรณีอย่างทรายแก้วกลับได้นั่งอยู่ในชั้นเรียนต่อ

เธอผิดอะไรนักหนา...

โลกใบนี้มันก็ไม่ยุติธรรมสำหรับคนจนเสมอแหละ เธอไม่เคยอยากจะคิดอย่างนั้นเลย มันไม่ต่างอะไรจากการเอาความจนมาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวของตัวเอง แต่พอคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ทั้งหมอที่พูดอย่างเลือดเย็นว่าแม่อาจจะตายถ้าเธอไม่มีเงิน มันทำให้เธอตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ

ทำไมต้องเป็นเธอ...

ดานิกาเดินออกมานั่งที่บันไดหน้าตึกพลางมองออกไปเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง มันไม่ได้อยากร้องไห้ออกมา แต่ก็มีความหน่วงอยู่ในอกที่บอกไม่ถูก และมันทรมานกว่าการร้องไห้หลายเท่า

“เธอลืมกระเป๋า”

ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง เธอยังไม่ทันได้หันไปก็พบกับกระเป๋าสะพายของตัวเองที่ถูกโยนมากองอยู่ข้างตัวเป็นที่เรียบร้อย ตามด้วยชิดภู เจ้าของน้ำที่ราดหัวเธอเมื่อกี้เข้ามานั่งอยู่ข้างๆ

“ขอบใจ แต่ฉันคงไม่ต้องใช้มันแล้วล่ะ”

ดูจากสภาพที่มีทั้งน้ำแดงและอะไรต่อมิอะไรราดมาด้วย ไหนจะสมุดหนังสือที่ถูกฉีกจนป่นปี้ไปหมด ในนั้นคงจะไม่ใช่ของที่คนจะใช้ได้อีกต่อไป

“ถ้าจะมาทวงค่าน้ำก็ขอโทษนะ ได้ยินที่ทรายบอกไหม ฉันไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าเทอมด้วยซ้ำ” เธอว่าอย่างประชดชีวิต ชิดภูได้ยินอย่างนั้นก็แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ

“มองโลกในแง่ร้ายเกินไปมั้ง ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบเธอ แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะมาทวงค่าน้ำแค่ห้าบาทสิบบาทหรอก”

ชิดภูไม่ชอบเธอมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเธอก็รู้ว่าเขาเป็นคนขี้รำคาญ เขามักจะบอกว่าเธอโง่เองที่อยู่กลุ่มเดียวกับทรายแก้ว ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีคนคบด้วยซ้ำ

เมื่อก่อนเธอเองก็ไม่ได้ชอบเขา แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอคิดว่าเขาก็พูดถูกอยู่เหมือนกัน

“แล้วมาทำไม มายุ่งกับฉันเดี๋ยวก็โดนพวกทรายหาเรื่องเอาหรอก”

“คิดว่าฉันกลัว?” ชิดภูยักไหล่อย่างไม่แคร์

“อืม นายมันไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว”

มันน่าเศร้าตรงที่ว่า ชิดภูที่ไม่มีใครคบ กลับมีความสุขกว่าเธอตอนนี้เสียอีก นึกย้อนกลับไปในวันที่เข้าเรียน ถ้าเธอเลือกจะอยู่คนเดียวเหมือนเขา ไม่สนใจ ไม่ยุ่งกับใคร บางทีเธอน่าจะมีความสุขมากกว่านี้

“อยากไปไหนปะ ไหนๆ ตอนบ่ายเธอก็ไม่มีเรียนแล้วนี่”

คำถามของเขาทำให้ดานิกาหันไปมองด้วยความงุนงง

“ไม่มีเรียนอะไร มีเรียนต่อไม่ใช่เหรอ?”

“ก็เธอถูกไล่ออก”

และคำตอบของเขาก็เหมือนมีดคมๆ แทงเข้าไปในใจเธออย่างจัง จุกจนเกือบน้ำตาไหล

“เออ ฉันถูกไล่ออก แล้วไง แล้วนายไม่เรียน?”

“เบื่อหน้าพวกในห้อง ว่าจะไปลาออกเหมือนกัน”

“นี่ จะบ้าเหรอ!”

ดานิกาหันไปมองคนข้างตัวด้วยความตกใจ เขาต้องกำลังเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่พอเห็นสีหน้าของเธอ เขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

“ฮ่าๆๆๆๆ ฉันแม่งโคตรชอบเธอเลยว่ะ”

เธอได้แต่มองคนข้างตัวด้วยความงุนงง อะไรของเขา เมื่อกี้บอกว่าไม่ชอบเธอ อยู่ดีๆ ก็มาบอกว่าชอบหน้าตาเฉย

“ชอบฉัน? ฉันเนี่ยนะ?” ดานิกาชี้ไปที่ตัวเอง

“อือ ชอบ”

สายตาคู่นั้นจ้องมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นจากคนคนนี้มาก่อน ทำเอาหัวใจของเธอสั่นไหวไปวูบหนึ่ง

จนกระทั่งได้ยินเขาพูดประโยคต่อมาเท่านั้นแหละ

“เพราะเธอโง่ดี ฉันไม่เคยเจอคนที่ทั้งโง่แล้วก็บ้าเท่าเธอมาก่อนเลย”

“ฉันจะถือว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันนะ” เธอถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ

“แต่รู้อะไรไหม...”

“หือ?”

“การเป็นคนโง่มันก็ดีอย่างนะ ตรงที่เราไม่ต้องรู้ว่าคนอื่นมองเรายังไง แล้วก็ไม่ต้องทุกข์กับสายตาของคนอื่นตลอดเวลา”

คำพูดและน้ำเสียงจริงจังของเขาทำให้เธอชะงักไป

ในใจเห็นด้วยกับเขาทุกอย่าง เพราะเธอเป็นคนที่อ่านความรู้สึกคนอื่นเก่ง มักจะรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามรู้สึกอะไรจึงมักจะพยายามเอาอกเอาใจคนรอบตัว สุดท้ายตัวเองทั้งเหนื่อยและเจ็บปวด ส่วนคนพวกนั้นพอหมดประโยชน์ก็แค่เฉดหัวทิ้ง

“ขอบใจนะ”

ดานิกาส่งยิ้มน้อยๆ ให้แก่ชิดภูด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ออกมาจากใจจริงๆ ไม่คิดว่าในวินาทีที่เธอไม่เหลือใคร จะเป็นคนที่ไม่สนใจใครอย่างเขาเข้ามาปลอบ...

RRRRRR

ขณะที่เธอกำลังซาบซึ้งกับศัตรูที่เปลี่ยนมาเป็นมิตร ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกเข้ามือถือของเธอก็ได้ดังขึ้น เมื่อดานิกาหยิบมือถือขึ้นมาแล้วพบว่าเป็นเบอร์ของโรงพยาบาล หัวใจก็พลันหล่นตุ้บลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ทั้งที่ก็รับสายจากโรงพยาบาลมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในครั้งนี้มันเป็นความรู้สึกหน่วงแปลกๆ ราวกับว่าสายที่โทรเข้ามานี้จะมีสัญญาณอะไรที่ไม่ดีบางอย่าง...

ไม่หรอก เธอคงคิดมากไปเอง

“รับสิ” ชิดภูเร่งพลางพยักพเยิดไปทางมือถือ

“อืม”

ทันทีที่กดรับสายและเอามันขึ้นมาแนบหู สิ่งที่ได้ยินก็ทำให้สติของเธอเหมือนถูกกระชากออกจากร่างในทันที

“แม่...”

‘ญาติคุณดาราใช่ไหมคะ ตอนนี้คนไข้ช็อกหนักต้องเข้าผ่าตัดด่วน รบกวนรีบมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะคะ’

น้ำตาของเธอไหลลงมาเป็นสายทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น มือไม้ก็สั่นจนเผลอทำมือถือหล่นพื้น หูอื้อจนแทบจะไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไป ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสามารถซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ของชิดภูมาถึงที่โรงพยาบาลได้ยังไง รู้ตัวอีกทีเธอก็ถูกเขาลากให้วิ่งมาจนถึงหน้าห้องผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อย

“ญาติคนไข้...เอ่อ แม่เธอชื่ออะไรนะ”

เขาพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ให้เพราะเห็นว่าเพื่อนกำลังช็อก ในขณะที่เธอได้แต่ตกใจทำอะไรไม่ถูกพยาบาลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีก็ได้เข้ามาถาม

“น้องดา ลูกสาวแม่ดาราใช่ไหมคะ?”

กว่าเธอจะหาเสียงของตัวเองเจอก็ผ่านไปสักพักแล้ว ดานิกากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอก่อนจะพูดกับพยาบาล

“แม่หนูเป็นยังไงบ้างคะ เมื่อเช้าแม่ยังดีๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึง...” เธอถามออกไปเสียงสั่น

ตอนนี้ทั้งลิ้นพันกันทั้งหูอื้อ เธอกำลังจะหน้ามืดล้มลงไปตรงนี้แล้ว แต่ก็ต้องพยายามประคองสติตัวเองเอาไว้ เพราะหากเธอเป็นอะไรไปแม่อาจจะแย่...

“เดี๋ยวรอคุณหมอออกมาแจ้งรายละเอียดสักครู่นะคะ”

สิ้นเสียงของพยาบาลประตูห้องผ่าตัดก็ได้ถูกเปิดออก พร้อมทั้งคุณหมอที่ยังไม่ได้สวมชุดผ่าตัดเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“มาแล้วเหรอครับ หมอขอคุยกับญาติคนไข้หน่อย”

“เกิดอะไรขึ้นคะหมอ ทำไมแม่ถึงอาการทรุด...”

“หมอเคยแจ้งเรื่องการรักษาแล้วใช่ไหมครับ ตัวยาที่ต้องใช้ในการชะลอการแพร่ของเชื้อมะเร็งนั้นมีราคาที่สูงมากๆ แต่ก็ต้องให้คนไข้ให้เร็วที่สุด ตอนนี้เชื้อมันลุกลามไปยังอวัยวะภายในจนคนไข้ทนไม่ไหว เราจึงต้องผ่าเอาส่วนที่ติดเชื้อออกไปบางส่วน...”

“แล้วแม่ก็จะหายเลยใช่ไหมคะ?”

สีหน้าของหมอไม่ค่อยดีนัก รวมทั้งพยาบาลที่อยู่ข้างเขาก็เช่นเดียวกัน เขาพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักอกหนักใจ

“อย่าหาว่าหมอใจร้ายเลยนะ แต่ยิ่งรักษาก็มีแต่ยิ่งแย่ ถึงที่นี่จะมีเทคโนโลยีการรักษามะเร็งที่ดีที่สุด แต่ก็ทำได้แค่ยื้ออาการรอวันตาย ถ้าอยากให้แม่รอดจริงๆ หนูต้องใช้เงินเยอะมาก ไม่รู้ว่างานอะไรที่จะได้เงินเยอะอย่างนั้นในเวลาอันสั้น”

“มึงพูดอย่างนี้ได้ไงวะไอ้เหี้ยหมอ!!”

คนที่โมโหกว่าคือชิดภู เขาตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของหมอคนนั้นเอาไว้ด้วยอารมณ์โกรธในขณะที่ดานิกาทำได้แค่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก

“หยุดนะ รปภ. รปภ!!!”

“มึงเป็นหมอ มีหน้าที่รักษาคนไข้ กูไม่ได้เรียนหมอกูยังรู้เลย แค่คนไม่มีเงินก็จะถูกปล่อยให้ตายเหรอ มึงยังเป็นคนอยู่ไหมวะ”

“ปล่อยกูนะไอ้เด็กนี่ มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร”

“กูไม่สน แม่เพื่อนกูกำลังจะตาย มึงมีหน้าที่รักษามึงก็ทำไปดิวะ”

“ต่อให้จะดิ้นตายตรงหน้าก็ต้องหาเงินมาจ่ายโว้ย ปล่อยกู”

ความวุ่นวายตรงนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเธออีกต่อไป ดานิกาจ้องมองนาฬิกาที่เวลากำลังเดินไปเรื่อยๆ พลางทบทวนคำพูดของหมอไปมาในหัว

ที่คุณหมอพูดมันถูกทุกอย่าง...แต่เธอหาเงินในเวลาอันสั้นไม่ได้หรอก อย่างมากก็คงหายืมได้แค่สองสามหมื่นเท่านั้น แต่ชีวิตแม่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เธอควรจะทำยังไงดี...

‘หน้าตาอย่างแกนะ เสี่ยๆ เขาชอบนักแหละ ถ้าลองไปประมูลใครจะรู้ อาจจะได้เป็นสิบล้านก็ได้...’

ครั้งหนึ่ง เธอกับน้ำหวานเคยพูดเล่นกัน ไม่คิดว่าตอนนี้คำพูดนั้นจะแล่นเข้ามาในใจในช่วงวิกฤติ

หรือว่า...จริงๆ แล้วนั่นอาจเป็นความหวังสุดท้ายของเธอก็ได้

ดานิกาไม่รอช้าวิ่งออกไปที่นอกระเบียงฝั่งทางออกด้านหลังของตึกในทันที ก่อนจะรีบยกมือถือขึ้นกดโทรหาน้ำหวานด้วยมือสั่นๆ

ขอร้องล่ะ ตอนนี้ขอแค่ให้แม่ยังอยู่กับเธอ ไม่ว่าเรื่องอะไรเธอก็ทำได้ทั้งนั้น

ตู้ด

รออยู่สักสามวินาทีน้ำหวานก็รับสาย

“เจ๊...” ดานิกาเอ่ยเสียงสั่นเครือ น้ำตาทำท่าจะไหลลงมาได้ทุกเมื่อ

[เออว่าไงดา โทรมาแต่เช้าเลยนะ เจ๊เพิ่งตื่นพอดีเลย]

เสียงของน้ำหวานยังคงมีความงัวเงียอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เธอร้อนใจเกินกว่าที่จะสนใจว่าจะรบกวนหรือไม่ พออีกฝ่ายรับสายก็รีบบอกความต้องการของตัวเองออกไปในทันที

“หนูอยากประมูลซิง เจ๊ช่วยหนูได้ไหมคะ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป